• วัน-เวลาทำการ

    จ.-ศ. 09.00-18.00 / ส. 09.00-12.00

  • Hotline

    085-242-6838, 02-533-9883

ปักกิ่ง (ยิ่งไปยิ่งหลงรัก) กำแพงเมืองจีน Snow World by Pan Holiday and Travel

ปักกิ่ง (ยิ่งไปยิ่งหลงรัก) เมืองใหญ่เมืองหนึ่งของจีนที่ยังคงเสน่ห์ไม่รู้คลาย…ปักกิ่งครั้งไหนของคุณ ที่ประทับใจมากที่สุด

ปักกิ่งครั้งนี้ แตกต่างกว่าทุกครั้ง ๆ ที่เดินทาง ตรงที่ครั้งนี้ตั้งใจมาเที่ยว ไม่ได้กลับบ้านมาเยี่ยมบ้านหรือเยี่ยมญาติ โปรแกรมเที่ยวปักกิ่งที่วางเอาไว้อยู่ที่ 5 วัน 3 คืน ในสภาพอากาศติดลบโดยประมาณ -10 องศาเซลเซียส สบาย ๆ พอให้แต่งตัวถ่ายรูปได้สวย ไม่มากไป ไม่น้อยไปสำหรับปักกิ่งช่วงปลายปีต่อต้นปีแบบนี้ สำหรับการเดินทางไปประเทศจีน สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวให้เรียบร้อย นอกเหนือจากเสื้อผ้าที่ต้องเป็นเสื้อผ้าสำหรับใช้ในอุณหภูมิต่ำถึงติดลบได้แล้ว เรายังต้องไม่ลืมเรื่องของวีซ่าเข้าประเทศจีนด้วย เนื่องจากประเทศจีนยังคงไม่ Free Visa สำหรับคนไทยเรา ระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอวีซ่าอยู่ที่ประมาณ 7 วัน แนะนำให้ติดต่อบริษัททัวร์จะสะดวกกว่ามาก

วันแรกนัดหมายกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ล่วงหน้าก่อนเดินทางประมาณ 3 ชม. ตามมาตรฐานการเตรียมเช้คอินเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ เข้าสู่วันที่สองของการเดินทาง ได้แค่ชั่วโมงเดียว เราก็ออกเดินทางกันด้วยสายการบิน Chaina Eastern Airlines (MU) บินตรงสู่กรุงปักกิ่ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชม. ก็จะถึงเช้าพอดี ซึ่งเวลานี้มันคือเวลาของอาหารเช้านั่นเอง เย่! หิวแล้วจ้า

หลังอาหารเช้ามื้อที่ยิ่งใหญ่มาก ด้วยอาหารที่ดีบวกกับความหิวโหย ทำให้เราทั้งคณะรับประทานกันอย่างรวดเร็วและเอร็ดอร่อย หลังมื้ออาหาร ไกด์ท้องถิ่นสาวตัวเล็กน่ารัก นำเราไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้ามกู้กง สถานที่ว่าราชการและที่ประทับของจักรพรรดิ์ 24 พระองค์ ในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ซึ่งแต่ก่อนนั้น ชาวบ้านจะไม่สามารถล่วงก้าวเข้าไปได้ พระราชวังนี้จึงได้ชื่อว่า “จื่อจิ้นเฉิง” ที่แปลว่า “พระราชวังต้องห้าม”

จากนั้น คณะได้เข้าเยี่ยมชมในบริเวณจัตรัสเทียนอันเหมิน จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ถึง 440,000 ตารางเมตร “เทียนอันเหมิน” มีความหมายว่า “ประตูของสันติภาพอย่างสวรรค์” ที่นี่มีศาลาประชาคมที่สามารถจุคนได้นับหมื่นคน สถานที่นี้ใช้จัดงานเฉลิมฉลองใหญ่ ๆ ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ สองสถานที่นี้ มีความสำคัญอย่างมากทางประวัติศาสตร์ของชาวจีน แต่เราทุกคนสามารถเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้ไม่ยากเลย เพราะไกด์ท้องถิ่นที่สามารถพูดและสื่อสารภาษาไทยได้อย่างชัดเจน ด้วยอากาศที่หนาว ลมจัดในวันแรก ทำให้ทั้งคณะเรายิ่งหนาว แต่ด้วยความกว้างใหญ่ของสถานที่ที่เราต้องเดินเที่ยวชมไปเรื่อย ๆ ช่วยทำให้ร่างกายเราพออบอุ่นขึ้นมาได้บ้าง แอบกระซิบนิดนึง กว้างใหญ่มากจริง ๆ ระวังจะหลงกับไกด์นะ

เราเดินฝ่าอากาศที่หนาวเย็น จากด้านหน้าจนถึงทางออกด้านหลัง ใช้เวลานานพอสมควร แต่ด้วยสถาปัตกรรมโบราณ ศิลปะกรรมที่ยังคงอวดความงามอย่างโดดเด่น ทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินจนลืมระยะทางและเวลาไปหมดสิ้น และอาหารเช้าที่ทานมา ก็ถูกร่างกายย่อยจนหมดสิ้นด้วยเช่นกัน หิวอีกแล้วจ้า!!

หลังอาหารกลางวันแบบจีนพื้นเมือง ซึ่งก็ถูกปากเราทุกคนเป็นอย่างดี ไกด์ได้นำเราเดินทางไปยังหอฟ้าเทียนถาน สถานที่สำคัญที่คนจีนใช้กราบไหว้ฟ้าดิน ระหว่างที่เราเดินไปเพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิว แลชมความงามของหอฟ้าเทียนถานใกล้ ๆ เราจะเห็นผู้สูงอายุมากมาย นั่งเล่นไพ่กัน ใช้เวลาสนุกสนานร่วมกัน คล้าย ๆ กับสภากาแฟในบ้านเรา การพบปะพูดคุยกับในลักษณะนี้ ช่วยลดความเครียด ความเหงา ที่มีลงได้มาก

หลังจากเดินไปจนสุดทาง หอฟ้าเทียนถานก็ปรากฏตระหง่านอยู่ด้านหน้าเราทุกคน “หอสักการะฟ้าเทียนถาน” ถูกสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง ในปี ค.ศ. 1420 เดิมมีชื่อว่า “เทียนตี้ถัน” แปลว่า หอสักการะฟ้าดิน แต่ต่อมาใน ค.ศ. 1534 ได้มีการสร้างหอสักการะดินขึ้นอีกแห่ง หอฟ้าดินแห่งนี้จึงเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเป็น “หอสักการะฟ้า” เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ฟ้าและดินอีกต่อไป และในปี ค.ศ. 1889 เกิดเหตุการณ์หอฟ้าถูกฟ้าผ่าเสียหายอย่างหนัก ทางจีนจึงได้สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1906 หอนี้ตั้งอยู่บนลานหินอ่อนซ้อนกัน 3 ชั้น ซึ่งมีความหมายถึงโลกของ มนุษย์ สวรรค์ และโลกอมตะ มีจุดที่ทำพิธีกรรมที่เชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลซูโจว ตัวหอมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 32.5 เมตร และ สูง 38 เมตร โดยการสร้างมิได้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว หอนี้ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1998 และยังคงเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งในจีนไม่เสื่อมคลาย

หลังจากเดินชม เดินถ่ายรูปจนรู้สึกเหนื่อยนิด ๆ ก็ใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดินอีกแล้ว ไกด์พาเราเดินกลับออกไปขึ้นรถ และพาเราทุกคนไปยังร้านอาหาร สำหรับอาหารค่ำวันนี้ ยังเป็นอาหารพื้นเมือง ไกด์แนะนำให้เราทุกคนดื่มชาร้อน ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น และยังช่วยขับไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายได้บางส่วน คนปักกิ่ง ต้องอยู่ในสภาพอากาศที่่อนข้างหนาวในช่วงเวลานี้ อาหารที่นิยมทานกันจึงเป็นอาหารที่มีความมัน ไขมัน และรสชาติเค็ม ดังนั้น ต้องดื่มชาร้อนช่วยในการขับถ่ายไขมันออกจากร่างกาย และให้ความอบอุ่นกับร่ายกายได้ด้วยส่วนหนึ่ง

หลังอาหารค่ำวันนี้ เราจะได้ชมกายกรรมปักกิ่ง 1 ใน 9 สิ่งที่ต้องห้ามพลาด เมื่อมาเยือนปักกิ่งนั่นเอง กายกรรมปักกิ่ง ถือเป็นกายกรรมต้นฉบับดั้งเดิมของจีน ที่ผสมผสานศิลปะอันอ่อนช้อยงดงาม ทั้งการต่อตัว การทรงตัว ควงจาน ทำให้ตลอดเวลาที่เราได้รับชมมีทั้งความตื่นเต้น อึ้ง ทึ่ง เสียว ไปตาม ๆ กัน

แต่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ด้านในไม่อนุญาตให้เราถ่ายภาพเอาไว้ได้ จึงไม่มีภาพสวย ๆ มาอวดกัน แต่อย่างไรก็ตาม การห้ามถ่ายภาพก็นับว่ามีข้อดีอย่างหนึ่ง คือเราจะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับความน่าสนใจตรงหน้า และเก็บบันทึกสิ่งเหล่านั้นไว้ในความทรงจำได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หลังจากจบโชว์ เราทุกคนเดินทางเข้าสู่ที่พัก เตรียมพักผ่อนให้พร้อมสำหรับโปรแกรมสนุก ๆ ในวันพรุ่งนี้

วันที่สามของการเดินทาง เราเริ่มต้นกันด้วยอาหารเช้าในโรงแรม กินให้อิ่มเพราะต้องเดินอีกเยอะ เมืองจีนกว้างใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ล้วนกว้างขวางใหญ่โต เดินเยอะก็จริง แต่สนุกนะ…เช้านี้อากาศก็ขำ ๆ ตามสไตล์หน้าหนาวปักกิ่ง -11 องศาเซลเซียส ถ้ามีลมก็จะสั่น ๆ กันหน่อย แต่ถ้าไม่มีลม สู้ตายจ้าาา

เช้าวันนี้ ไกด์พาเราไปที่พระราชวังฤดูร้อน “อวี้เหอหยวน” เป็นสถานที่ตากอากาศสำคัญ ในยุครุ่งเรืองของพระนางซูสีไทเฮา ถือเป็นอาณาจักรและศูนย์บัญชาการของพระนางเอง เนื่องจากทรงชอบที่นี่มาก และอาศัยอยู่ที่พระราชวังนี้เป็นส่วนใหญ่ พระราชวังนี้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 800 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดของจีน และทะเลสาบคุนหมิงที่อยู่ด้าน หน้ายังถูกขุดขึ้นโดยใช้แรงงานคนล้วน ๆ ด้านในเราได้ชมที่ประทับของพระนางสูสีไทเฮา และจักรพรรดิกวางสู ชมระเบียงกตัญญู ที่มีภาพเขียนฝีมือช่างโบราณตลอดทั้งระเบียงทางเดิน สวยงามมาก ด้านสุดปลายระเบียงมีเรือของพระนางสูสีไทเฮาที่สร้างขึ้นจากหินอ่อน เมื่อทรงต้องการสัมผัสบรรยากาศในการล่องเรือ พระนางก็จะใช้งานเรือหินอ่อนนี้ เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ ไดเบันทึกเอาไว้ว่า พระนางทรงกลัวการล่องเรือในน้ำจริง ๆ นั่นเอง

เยี่ยมชมและดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงหน้า สมควรแก่เวลา ไกด์พาเราเดินทางเข้านมัสการพระเขี้ยวแก้ว ณ วัดหลิงกวง พระมหาเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม ผสมผสานของศิลปะสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ้อง ไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนสายงาม คือสร้างเป็นพระเจดีย์ทรง แปดเหลี่ยม มีทั้งหมด 13 ชั้น ความสูง 51 เมตร บนยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สิบสององค์ สมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนได้อำนวยการสร้างมาแต่ พ.ศ. 2501 แล้วเสร็จในปี 2507 รวมเวลาสร้างนานกว่า 6 ปี เราเข้านมัสการ เก็บถาพบรรยากาศที่สงบสวยงาม

นอกจากโบราณสถาน ความสวยงามทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ยาวนานของจีนแล้ว การมาเยือนปักกิ่ง ก็ต้องได้มาเยือนถนนคนเดินหวังฟูจิ่ง (Wangfujing Street) ไม่อย่างนั้น ก็จะคุยกับใคร ๆ เค้าไม่รู้เรื่อง ถนนคนเดินหวังฟูจิ่งแห่งนี้ มีร้านค้า ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ร้านอาหาร และศูนย์กลางความบันเทิงมากมาย และต้องไม่ลืมที่จะเลือกซื้ออาหารแปลก ๆ แสนอร่อยจากซอยที่เป็น Food Street มาลองทานซักครั้ง ที่แนะนำให้ลองเลยก็เช่น แมงป่อง ม้าน้ำ ตะขาบเสียบไม้ทอด เต้าหู้เหม็น ผลไม้ชุบน้ำตาล ฯลฯ

เดินเที่ยว ช้อป ชิม ชิล ที่ถนนหวังฟูจิ่ง ศูนย์กลางการช้อปปิ้งที่คึกคักมากที่สุดในปักกิ่ง
ต้นคริสมาสประดับบนถนนหวังฟูจิ่ง น่ารักดี
Food street-Beijing-Wangfujing
มาถึงที่ต้องได้ทานสมใจ น่ากลัวแค่ไหนก็ต้องลองทานให้ได้ ฟาดเรียบจ้า
ปิ้งย่างแปลก ๆ ต้องมาลองดู
แมงป่องเสียบไม้ย่างนี่ ได้ยินชื่อเสียงมานาน ได้ลองซักที 25 หยวน 3 ตัวเอ๊งงง
หิวหรือยังไงนะ กินอะไรก็อร่อยไปหมด
หมึกตัวอ้วนปุ้กเลย
มันเป็นข้าวเหนียว เสียบไม้ จืด ๆ โรยน้ำตาลทราย อันนี้ถ้าหิว ๆ จัดมา แนะนำจัดไปซักไม้รองท้อง แล้วค่อยไปต่อ
ผลไม้หลากหลายชนิด เอามาเคลือบน้ำตาล แล้วตั้งทิ้งไว้ให้น้ำตาลแห้งกรอบ สีสันสดใส หวาน ๆ เปรี้ยว ๆ ถูกใจสาว ๆ เลย
ขาแพะตุ๋น หรืออบ หรืออะไรไม่แน่ใจ กลิ่นเรียกมา เลยเดินตามมาดู อยากกินมากแต่ สมรภูมิที่ผ่านมาระหว่างทาง ทำให้กินมันอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว
กุ้งตัวโต ๆ ร้องเรียกเสียงดังเชียว จัดไปสี่ห้าตัว เริ่ม!
หอมมาก มันหอมมาก!
ปิ้งย่างแปลก ๆ ต้องมาลองดู
อยู่ไกลถึงปักกิ่ง แต่ไข่ตุ๋นก็มานะ หายคิดถึงบ้านเลย
เต้าหู้เหม็น อันนี้ดี
อันนี้เด็ดมากที่ถนนหวังฟูจิ่ง ของปักกิ่ง ที่แพนฮอลิเดย์เค้าพาเรามาได้ชิม เยี่ยม!
อันนี้จะว่าเป็นชามั๊ย ก็ไม่ใช่ เค้าเอาสาลี่มาต้มใส่สมุนไพรต่าง ๆ เก๋ากี้ พุทราจีน ฯลฯ ใส่น้ำตาลไปนิดนึง หอมหวาน สดชื่นดี แต่ตอนพี่ดูดเข้าไปเนี่ย ลิ้นแทบไหม้ โอ๊ย! มันร้อนมาก

หลังจากเดินชิมอาหารแปลก อาหารชื่อดัง ร้านอร่อยในหวังฟูจิ่งแล้ว เราก็ไปต่อกันด้วยอาหารค่ำจริงจังกันก่อนเดินทางกลับโรงแรม นับเป็นอีกวันที่สนุก และประทับใจอย่างมาก พร้อม ๆ กับกระเป๋าสตางค์ที่เบาลงไปอย่างมากเช่นกัน

โรงแรมที่เราเข้าพักเป็นโรงแรมที่อยู่ประมาณรอบที่ 4-5 ของเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง อยู่ใกล้สนามบิน ถามถึงเรื่องความสะอาดสะอ้าน ทันสมัย อาหารเช้าเป็นยังไง ก็ตอบได้เลยว่าดีมาก กลางคืนสามารถเดินไปที่ 7-11 ใกล้ ๆ เพื่อหาซื้อทานเล่น หรือทดลองดื่มเบียร์ท้องถิ่นแก้หนาวกันได้สบาย ๆ จากนั้น นอนให้เยอะ เพราะต้องไปพิชิตกำแพงเมืองจีนในวันรุ่งขึ้นกันแล้ว ลุย!

มองลงมาเห็นความมานะพยายามที่จะสร้างกำแพงนี้ของชาวจีนโบราณ ก็ต้องบอกว่ารู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างมาก
เส้นทางยังอีกยาวไกล ใจสู้แต่ร่างกายพี่จะไม่ไหวแล้ว

ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องราวของกำแพงเมืองจีน หรือกำแพงหมื่นลี้ของชาวจีนเค้า ก็อาจจะเหมือนกับว่า เอาเรื่องประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่ทุก ๆ คนก็รู้ที่มาที่ไปกันดีอยู่แล้วมาเล่าซ้ำอีก ดังนั้น เราจะขอข้ามไปเลยแล้วกัน ขอบอกแต่ชื่อด่านก็พอ ด่านที่เราเข้าเยี่ยมชมกำแพงเมืองจีน ก็คือด่าน “จีหยงกวน” และกำแพงเมืองจีนก็เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ควรมีโอกาสได้ไปเยือนซักครั้งหนึ่งในชีวิต

หลังจากปีนกำแพงเมืองจีนจนไม่หลงเหลือเรี่ยงแรงใด ๆ อีกต่อไปแล้ว ก็จำต้องยอมกลับลงมาด้านล่าง เลือกซื้อของที่ระลึกที่ร้านขายของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ดื่มชาร้อน ๆ ซักแก้ว เราก็เดินทางต่อไปยัง Snow World ลานหิมะจำลองที่หิมะถูกสร้างขึ้นโดยเครื่องทำหิมะจำลอง เนื่องจากช่วงที่เราเลือกเดินทางนั้น หิมะยังไม่ตกลงมานั่นเอง

การมาเที่ยวทัวร์ปักกิ่ง หากท่านเลือกเดินทางในช่วงเวลาปลายปี จนถึงช่วงต้นปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของปักกิ่ง โอกาสที่อุณหภูมิจะลดลงจนถึงติดลบ และมีความชื้นมากพอที่หิมะจะตกลงมาก็เป็นไปได้สูงมาก ๆ การเตรียมตัวสำหรับการเดินทางที่ดี ก็จะเป็นตัวช่วยให้ท่านสามารถเที่ยวได้อย่างสนุกมากขึ้น ที่ Snow World ท่านสามารถเลือกเล่นกิจกรรมสนุก ๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเลื่อนสกีหิมะ สโนว์โมบิล หรือเล่นสไลด์ลงมาจากเนินหิมะแบบเด็ก ๆ ก็สนุกไม่แพ้กัน

ที่นี่สามารถเล่นสกีได้ มีลานฝึกสกี มีครูสอนในกรณีที่เรายังเล่นไม่เป็น
พระอาทิตย์ยังดวงโตอยู่ แต่ทำไมอากาศน๊าว! หนาว!
มุมนี้สำหรับเด็ก ๆ น่าเล่น น่าสนุกดี
เลื่อนลงมาแบบปกติก็สนุกดี แรก ๆ จะหวาดเสียวหน่อย ๆ ทำตัวราบ ๆ เข้าไว้เลื่อนจะแล่นฉิว ถ้าไม่ชอบเร็วเกินไปก็ตั้งตัวให้ตรงขึ้นหน่อย สนุกดี

ความสนุกสนานที่ Snow World จบลงเมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ไกด์พาเราออกไปทานมื้อเย็น ซึ่งด้วยความเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน ทำให้มื้อนี้เป็นอีกหนึ่งมื้อที่อร่อยสุด ๆ ไปเลย หลังทานเสร็จ ระหว่าทางกลับเข้าโรงแรม รถจะผ่านสนามกีฬารังนก สนามกีฬาหลักที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2008 โดยสนามกีฬาแห่งนี้จะถูกใช้เป็นสนามแข่งขันกรีฑาและฟุตบอล เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนธันวาคม 2546 แล้วเสร็จในปี 2550 ได้รับการออกแบบโดย Herzog & DeMeuron (สวิสเซอร์แลนด์) และสถาบันออกแบบสถาปัตยกรรมจีน (China Architecture Design Institute)

ใกล้กันคือ “Water Cube” สระน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทำความร้อนให้แก่สระว่ายน้ำและพื้นที่ภายใน และคลื่นที่เกิดขึ้นจากการว่ายน้ำ หรือกระโดดน้ำ จะถูกรักษาไว้ด้วยเครื่องกรองและนำกลับไปใช้ที่สระว่ายน้ำอีกครั้ง ทำให้ลดการใช้พลังงานลงไปได้มาก…เมื่อชื่นชมกันสมใจแล้ว ก็กลับโรงแรม แพ็คกระเป๋าเตรียมกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น

หอคอยแห่งเมืองปักกิ่ง อยู่ใกล้ ๆ สนามกีฬารังนก
สนามกีฬารังนกThe Bird’s Net และสระว่ายน้ำแห่งชาติ The Water Cube

เช้าวันนี้ เราเดินทางไปยัง ศาลเจ้าปี่เซียะ หรือผีซิ่ว หรือเผ่เย้า ทั้งสามคำนี้เป็นคำ ๆ เดียวกัน แต่ออกเสียงต่างกันไปตามลักษณะท้องถิ่นของจีนเค้า ตามความเชื่อ “ปี่เซียะ” เป็นยอดเครื่องรางที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้พญามังกร และมีพลังแรงกว่าสิงโตคู่ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ของจีนที่ได้รับความนิยมทั้งในเมืองไทยและในประเทศต่างๆ มากที่สุดในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน เกาะฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะใครมีไว้บูชาจะทำให้มีแต่โชคลาภ ทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก ขณะเดียวกันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยขจัดอาถรรพณ์ ภูตผีปีศาจ และป้องกันสิ่งชั่วร้าย เมื่อไม่มีรูทวารจึงกินอย่างเดียว ไม่มีถ่ายออก เป็นเคล็ดที่หมายถึง เงินเข้าแล้วไม่มีออก ทรัพย์จึงเพิ่มพูนสถานเดียว หลังจากเราไหว้ขอพรกันเรียบร้อยแล้ว มีเวลาเหลืออีกเล็กน้อย จึงแวะซื้อของฝากกันที่ตลาดรัสเซีย 1 ใน ไฮไลท์ของทัวร์ปักกิ่ง เพราะที่ตลาดรัสเซียนี้ เต็มไปด้วยของฝากของที่ระลึก ราคาไม่แพง เช่นผ้าพันคอผ้าไหม เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แบรนด์เนมยี่ห้อดังต่าง ๆ มากมาย

ศาลเจ้าผีเซี๊ยะของปักกิ่งแห่งนี้ แม้ว่าจะดูมีขนาดเล็ก แต่เป็นต้นกำเนิดของเครื่องรางที่เป็นที่นับถือของชาวปักกิ่ง โด่งดังไกลไปถึงต่างแดน ต้องหามาสักการะบูชากัน
รูปลักษณะของปี่เซียะ จะมีลำตัวเป็นกวาง หางแมว เล็บสิงโต ปีกนก มีเขา ไม่มีรูทวาร เป็นการรวมสัตว์หลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ สิงโต มังกร กวาง แมว นก ฯลฯ เป็นสัตว์ที่ไม่มีรูทวาร เป็นพาหนะของเทพ ในสมัยก่อนจะนิยมบูชาไว้หน้าบ้านเพื่อขจัดสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย บันดาลเกียรติยศชื่อเสียง ปัจจุบันเป็นสัตว์มงคลที่ใช้ดูดทรัพย์สินเงินทอง และขจัดสิ่งชั่วร้ายอัปมงคลไปพร้อม ๆ กัน
ผีเซี๊ยะ เครื่องรางโชคลาภ ตามความเชื่อของชาวจีน
ถึงเวลาต้องกลับบ้านกันแล้ว จบทริปปักกิ่ง แต่ก็ได้ไอเดียสำหรับทริปถัดไปแน่นอน

ประมาณหนึ่งทุ่ม เราก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ บอกลาอากาศหนาวยะเยือกติดลบ สู่อากาศร้อนเหงื่อชุ่มเสื้อ แม้ว่าปักกิ่ง จะเป็นสถานที่ยอดนิยมที่เดินทางมาเยือนแล้วไม่รู้กี่ครั้ง มาครบถ้วนทุกฤดูกาลแล้ว แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้ง ปักกิ่งก็ยังสวยงามตราตรึงใจเสมอ…อีกซักกี่หน!